พิพิธภัณฑ์สมบัติ"ราชวงศ์จักรี" ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน
โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช
![]() (ล่างซ้าย) เครื่องรางหินมงคล (ล่างขวา) ตะกรุดทองคำลูกคั่น |
ในบรรดาพิพิธภัณฑ์เมืองไทย มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่ไม่เพียงแต่น่าสนใจในเรื่องมูลค่าและความอลังการยิ่งใหญ่
แต่ยังน่าสนใจในเรื่องราวความเป็นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็น "ชาติไทย"
พิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง...
ภายในกำแพงพระบรมมหาราชวัง
ว่ากันว่าคนในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์เมื่อได้มาเห็นต่างชมกันเปาะว่า "ระดับเวิร์ลด์คลาส"
หากจะเรียกชื่ออย่างเป็นทางการสถานที่แห่งนี้ก็คือ "ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเหรียญกษาปณ์" จัดแสดงสมบัติมีค่าของแผ่นดินในราชวงศ์จักรี ที่ สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน สังกัดกรมธนารักษ์ คัดสรรมาจัดแสดงกว่า 1,700 รายการ ทั้งบอกเล่าวิถีสังคมไทย และพระราชประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ
ตัวอย่างเช่น เครื่องเคราของที่ใช้ในพระราชพิธีโสกันต์ ที่นำมาจัดแสดงไว้บนชั้นสองของอาคารพิพิธภัณฑ์
สิ่งของเหล่านี้จะนำออกไปใช้เมื่อมีพระราชพิธี ซึ่งในอดีตพระราชพิธีที่จัดขึ้น ถ้าเป็นระดับเจ้าฟ้า จะมีการจำลอง "เขาไกรลาส" ขึ้น ณ บริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทกับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท แต่ถ้าเป็นระดับต่ำกว่าชั้นเจ้าฟ้าก็จะจำลองเป็น "สระอโนดาต" สำหรับใช้ในพระราชพิธีเกศากัณฑ์ และหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้วจะทำการรื้อเขาไกรลาสหรือสระอโนดาตออก ส่วนสิ่งของที่ใช้ประกอบในพระราชพิธีก็จะนำไปเก็บไว้ ปัจจุบันจึงถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว
นอกจากนี้ยังมี อาทิ "ฉลองพระองค์ครุย" ทำด้วยผ้ากรองทองหรือกรองเงิน ยาวถึงเข่าปักดิ้นทองเป็นดอกดวงหรือลวดลายต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่
"แหวนนพรัตน์" เครื่องประดับเกียรติยศของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทำด้วยทองคำเนื้อสูงอย่างดี ฝังพลอย 9 ชนิด พระราชทานให้ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงเพื่อประกอบพิธีการมงคลต่างๆ โดยนำแหวนสวมนิ้วชี้มือขวาแล้วทำพิธี หรือใช้สอดไว้ในรัดประคดที่เอวเพื่อแสดงยศ
"ดาราไอราพต" รูปช้าง 3 เศียร ดาราดวงแรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นสำหรับเป็นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์
"ชฎาพระกลีบ" ทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชร สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 สำหรับเป็นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์
"แผ่น ทองคำจำหลักเขียนรูปราชสีห์" ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจและความแกล้วกล้า ตามความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์คือสมมติเทพ มีพระราชอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน
แล้ว ยังมี "เครื่องทรงพระแก้วมรกต 3 ฤดู" ชุดใหม่ "พระอู่พร้อมเสาสะดึงและสายพระอู่" สำหรับพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่เจ้านายชั้นเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้า
เครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญราชอิสริยาภรณ์ไทยและต่างประเทศ เครื่องประดับ เงินตราไทยในยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัยฟูนัน ทวารวดี ศรีวิชัย สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ฯลฯ
![]() 1.เครื่องขัตติยราช 2.ปี้ชนิดต่างๆ 3.พานหมาก 4.เงินตราฟูนัน 5.ผอบทองคำลงยา 6.พระธำมรงค์ทรงมณฑป |
ทรัพย์สินทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ คือส่วนหนึ่งของ "ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน" ที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ภายใต้การดูแลของสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง
ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
หากเดินเข้าประตูพระบรมมหาราชวัง "ประตูวิเศษไชยศรี" ตรงเข้าไปเกือบสุดทางแล้วเลี้ยวซ้าย ทางด้านขวามือคือที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และหากก้าวเข้าสู่ภายใน ต่างชาติเสียค่าเข้าชม 350 บาท ส่วนคนไทย 10 บาทเท่านั้น นักเรียน นิสิต นักศึกษา พระสงฆ์ ได้รับการยกเว้น
เมื่อเข้าไปแล้วจะพบกับ "ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ" ตั้งอยู่ก่อนขึ้นบันไดไปชั้นสอง เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันก่อนเข้าไปรู้จักกับเรื่องราวเบื้องหลังของ "ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ" ต้องทำความรู้จักกับคำว่า "ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน" ก่อน
ว่า "ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน" หมายถึง ทรัพย์สิน "ของแผ่นดิน" มิใช่ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นทรัพย์สิน "ส่วนพระองค์"
ถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องใน พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงทรัพย์สินที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ข้าราชบริพารในการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง
แต่ "ต้องส่งคืนหลวงเมื่อพ้นวาระ" อีกทั้งยังหมายถึง ทรัพย์สินที่จัดสร้างขึ้นด้วย "เงินงบประมาณแผ่นดิน" จึงเป็นทรัพย์สินที่ทรงคุณค่า เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ
ทรัพย์สิน เหล่านี้เองคือทรัพย์สินที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมี 1,700 รายการ จากทั้งหมดที่มีถึง 97,000 รายการ ซึ่งเก็บรักษาไว้ในห้องมั่นคงของกรมพระคลังมหาสมบัติ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกรมธนารักษ์
ความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2475 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการคัดแยก
"ทรัพย์สิน มีค่าของแผ่นดิน" กับ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ออกจากกัน ส่วนไหนที่เป็นของแผ่นดินจึงถูกนำมาเก็บไว้ในห้องมั่นคงดังกล่าว
ปัดฝุ่น"หีบสมบัติ"ทำพิพิธภัณฑ์เงินตราโบราณ
จากทรัพย์สมบัติในห้องมั่นคง กรมพระคลังมหาสมบัติ เมื่อถูกยุบรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของกรมธนารักษ์ในปี 2476 ทรัพย์สินที่จัดเก็บไว้ในหีบไม้หีบเหล็กก็ยังคงอยู่อย่างนั้น กระทั่งประมาณปี พ.ศ.2518 กรมธนารักษ์จึงได้มีการสำรวจห้องมั่นคงเพื่อสำรวจทรัพย์สินของแผ่นดินขึ้น และพบว่าในห้องมหาสมบัตินั้นมี "เงินตราโบราณ" ที่มีคุณค่าจำนวนมหาศาล ทุกสกุล และครบทุกยุค ตั้งแต่อาณาจักรฟูนันเป็นต้นมา
จึงได้ขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงความเป็นชาติไทย โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้อาคารพระคลังข้างที่ เป็นที่จัดแสดงตั้งแต่ปี 2519 ใช้ชื่อว่า "ศาลาเหรียญกษาปณ์ไทย"
![]() (จากซ้าย) ดาราไอราพต, ชฎาพระกลีบ และพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ |
เป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยทั่วไป และชาวต่างประเทศที่จะได้ประจักษ์ถึงความมีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
และแทบไม่น่าเชื่อว่า เงินเหรียญตราโบราณที่ปัดฝุ่นนำออกแสดงนั้นได้รับความนิยมจากประชาชนทั้งชาว ไทยและต่างประเทศอย่างมาก จนทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้ามาชมมากที่สุดในเมือง ไทย!!
ต่อมากรมธนารักษ์ได้ปรับปรุงและขยายการจัดแสดงเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นว่านอกจากเงินตราแล้ว ยังมีทรัพย์สินที่ทรงคุณค่า มีความงดงามด้วยศิลปะและความประณีตของช่างฝีมือโบราณอีกจำนวนมาก ได้แก่ เครื่องราชอิสริยยศ เครื่องอิสริยาภรณ์ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
รวมทั้งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ และต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง จึงนำส่วนนี้ออกจัดแสดงบ้างในส่วนขยายที่เพิ่มเติมขึ้น เพื่อให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในมรดกของชาติ รวมทั้งเป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติอย่างแพร่หลาย
ยกเครื่องใหม่เป็น"ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ"
จาก "ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ" ในเวลาไม่กี่ปี เมื่อความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเพิ่มขึ้น ประกอบกับยังมี "ของเก่า" อันทรงคุณค่าอีกมากมาย จึงต้องมีการปรับปรุงอีกครั้ง คราวนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการจัดแสดงให้น่าสนใจและให้ได้ความรู้มาก ยิ่งขึ้น
โดยเปลี่ยนรูปแบบการจัดแสดงใหม่ให้มีภาพประกอบ มีเนื้อหา เรื่องราว เพราะนอกจากจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งของนั้นๆ ยังทำให้ทรัพย์สินนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นด้วย
ยกตัวอย่าง "พระธำมรงค์" ที่เคยวางจัดแสดงทีละ 10 องค์ ก็ได้รับการคัดสรรใหม่จัดแสดงเพียงองค์เดียว พร้อมกับคำบรรยายเล่าถึงที่มาที่ไป วาระการใช้งาน เป็นต้น แล้วยังมีการปรับปรุงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดง ได้นำระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยและคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ เพื่อให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องจัดแสดงข้อมูลระบบสัมผัสสามารถบอกเล่าเรื่องราวด้วยภาษาต่างๆ ถึง 6 ภาษา คือ เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เกาหลี และไทย
ทรัพย์สมบัติอันมีค่าของแผ่นดินจึงยิ่งทรงคุณค่า งดงาม และอลังการ
เตรียมหาพื้นที่ขยายจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่
เมื่อ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้สร้างความน่าสนใจให้กับพิพิธภัณฑ์ จึงทำให้มีประชาชนเข้าชมมากที่สุดปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 500,000 คน สถาบันการศึกษาบางแห่ง เช่น โรงเรียนนายร้อย จปร. จัดให้เป็นหลักสูตรของนักเรียนปี 3 ที่จะต้องเข้ามาเก็บเกี่ยวข้อมูลนอกห้องเรียนกันที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้
และ ด้วยจำนวนคนเข้าชมมากมายในแต่ละปี จึงเกิดแนวคิดจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินแห่งใหม่ขึ้น ในยุคสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่เอง
โดย นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้บอกเล่าเรื่องนี้ ว่าทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินทั้งหมด ซึ่งมีอยู่เกือบแสนชิ้น ตอนนี้จัดแสดงได้เพียง 1,720 ชิ้นเท่านั้น ยังมีทรัพย์สินที่ไม่ได้นำออกแสดงอีกเป็นจำนวนมาก เพราะมีพื้นที่จำกัด สถานที่ไม่พอเพียง
ดังนั้น จึงมีโครงการจะจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ขึ้นเพื่อขยายพื้นที่การจัดแสดง ทรัพย์สินอันมีค่าของแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหาพื้นที่ เป็นพื้นที่ที่จะต้องไม่ไกลจากที่เดิมและมีเนื้อที่ใช้สอยไม่ต่ำกว่า 10 ไร่
"การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ก็เพื่อนำทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินที่มีอยู่อีกเป็นจำนวนมากมาจัดแสดงให้มากขึ้น เนื่องจากคนไทยยังรู้จักกันน้อย และต้องทำการประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งผ่านเว็บไซต์ เพราะเรามองว่าคนไทยรุ่นหลังๆ สนใจวัฒนธรรมตะวันตกมาก สนใจเรื่องของไอที เทคโนโลยี จนลืมสิ่งดีๆ ของไทยเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเชิดชู หวงแหน และยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที
"การที่เราจะนำทรัพย์สิน ของแผ่นดินมาจัดแสดงให้มากขึ้น และขยายในส่วนนี้ก็เพราะเราต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะทำอย่างไรจะให้วัยรุ่นไทย จำได้ คิดได้ ซึมซาบ และภาคภูมิใจกับทรัพย์สินของแผ่นดิน ภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย โดยเฉพาะนักเรียนถ้าเข้ามาดูและเราจัดทำอย่างเป็นระบบ เด็กเยาวชนจะได้ประโยชน์มาก และสิ่งที่ตามมาคือในแง่ของการท่องเที่ยว ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น
หากยังไม่เคยเห็นว่าทรัพย์สมบัติของแผ่น ดินนั้นมีมากมายเพียงใด ความสวยงาม ความประณีต และการถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีผ่านเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ สืบทอดกันมานับพันๆ ปี เป็นอย่างไร สามารถเข้าชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน "ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ" ตั้งอยู่ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) เข้าทางประตู "วิเศษไชยศรี" เปิดให้เข้าชมเวลา 08.30-16.00 น.
แล้วจะซึมซับได้ว่าความเป็น "ชาติไทย" นั้นมิใช่เรื่องที่จะสร้างกันมาได้แค่วันเดียว
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
"60 ปี บรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรส"
นับเป็นโอกาสดียิ่งของปวงชนชาวไทยที่จะได้ชมความงดงาม ยิ่งใหญ่อลังการของทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน อันเป็นทรัพย์สินที่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทรงสร้างขึ้น กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จึงได้จัดนิทรรศการ "เฉลิมพระเกียรติ 60 ปี บรมราชาภิเษกและราชาภิเษกสมรส" ขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2552 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นอกจากเรื่องราวของทรัพย์สิน สมบัติแผ่นดินแล้ว ยังมีการแสดงผลงานของกรมธนารักษ์ในทุกด้าน รวมทั้งนิทรรศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และทรัพย์สินบางรายการที่ใช้ในพระราชพิธีดังกล่าว
คัดจาก น.ส.พ.มติชน ฉบับวันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ขออนุญาตเผยแพร่ ด้วยจิตคารวะ

หน้าแรก Home
รวมรูปภาพ Gallery
วีดีโอ Videos
บทความ Article
เว็บบอร์ด Webboard
ติดต่อเรา contact us
หน้าแรก Home
รวมรูปภาพ Gallery
บทความ Article
เว็บบอร์ด Webboard
ข่าวสาร news
สถานที่ตั้ง Map














บทความ Article
พี่ชายเราเขากำลังอยากรู้เรื่องนี้ ก็เลยช่วยดูว่ามีกี่ชิ้น